ผู้ใช้รถจำนวนมากให้ความสำคัญกับ ยางรถยนต์ ทั้ง 4 เส้นที่ใช้งานอยู่เป็นประจำ แต่กลับลืมตรวจยางอีกหนึ่งเส้นที่อาจมีความสำคัญมากที่สุดเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน นั่นคือ ยางอะไหล่
แม้ยางอะไหล่จะถูกเก็บอยู่ภายในห้องเก็บสัมภาระ ใต้ท้องรถ หรือบริเวณท้ายรถ และแทบไม่เคยสัมผัสถนน แต่แรงดันลมภายในยางยังสามารถลดลงได้ตามเวลา หากไม่ได้ตรวจเป็นเวลานาน เมื่อจำเป็นต้องนำออกมาใช้งาน อาจพบว่ายางอ่อนจนไม่สามารถรองรับน้ำหนักรถได้อย่างเหมาะสม
NHTSA แนะนำให้ตรวจแรงดันของยางทุกเส้น รวมถึงยางอะไหล่ อย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้งขณะที่ยางเย็น ส่วน Michelin ระบุว่ายางสามารถสูญเสียแรงดันได้ตามธรรมชาติ จึงควรตรวจยางอะไหล่เป็นประจำและก่อนออกเดินทางไกลเช่นเดียวกับยางที่ใช้งานอยู่
ยางอะไหล่ต้องเติมลมหรือไม่?
ต้องเติมและตรวจลมยางเป็นประจำ แม้จะไม่ได้ใช้งานก็ตาม
ยางอะไหล่ยังมีอากาศอัดอยู่ภายใน และอากาศสามารถค่อย ๆ ซึมผ่านเนื้อยางหรือรั่วออกจากจุ๊บลมได้ตามธรรมชาติ นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิยังทำให้แรงดันภายในยางเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้
หากปล่อยให้ยางอะไหล่มีแรงดันต่ำเป็นเวลานาน เมื่อเกิดยางรั่วหรือยางแตกระหว่างทาง อาจพบว่ายางอะไหล่ไม่พร้อมใช้งาน ทำให้ต้องรอความช่วยเหลือหรือรถลากแทนที่จะสามารถเปลี่ยนล้อแล้วเดินทางต่อได้
ยางอะไหล่มีกี่ประเภท?
โดยทั่วไป ยางอะไหล่ที่ติดมากับรถอาจแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบหลัก
ยางอะไหล่ขนาดเต็ม
มีขนาดใกล้เคียงหรือเท่ากับยางที่ใช้งานปกติ สามารถรองรับการขับขี่ได้ดีกว่ายางอะไหล่ชั่วคราว แต่ยังต้องตรวจสอบว่าขนาด รูปแบบดอกยาง และระดับการสึกแตกต่างจากยางเส้นอื่นมากหรือไม่
แม้เป็นยางขนาดเต็ม ก็ไม่ควรสรุปว่าสามารถใช้งานต่อเนื่องได้โดยไม่ตรวจ เพราะยางอาจมีอายุมาก เนื้อยางแข็ง หรือมีแรงดันไม่เหมาะสมจากการเก็บไว้นาน
ยางอะไหล่ชั่วคราว
มักมีขนาดเล็กและแคบกว่ายางปกติ บางครั้งเรียกว่า Space Saver หรือ Temporary Spare Tire ออกแบบมาเพื่อใช้พารถไปยังศูนย์บริการหรือสถานที่ซ่อมใกล้เคียง ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับการใช้งานระยะยาว
ผู้ขับควรปฏิบัติตามข้อจำกัดด้านความเร็ว ระยะทาง และแรงดันลมที่ระบุไว้บนแก้มยางหรือในคู่มือรถอย่างเคร่งครัด
ค่าลมของยางอะไหล่ดูจากตรงไหน?
ค่าลมยางอะไหล่อาจแตกต่างจากยางที่ใช้งานปกติอย่างมาก โดยเฉพาะยางอะไหล่ชั่วคราว ซึ่งมักต้องใช้แรงดันสูงกว่า
ควรตรวจค่าที่ถูกต้องจาก
- คู่มือประจำรถ
- ป้ายข้อมูลยางภายในรถ
- ข้อมูลที่ระบุบนยางอะไหล่
- คำแนะนำจากผู้ผลิตรถยนต์
ไม่ควรเดาค่าลมจากยางทั้ง 4 เส้นแล้วเติมเท่ากันโดยอัตโนมัติ เพราะยางอะไหล่แต่ละประเภทมีข้อกำหนดไม่เหมือนกัน
ค่าที่ระบุว่า MAX PRESS บนแก้มยางหมายถึงแรงดันสูงสุดที่ยางรองรับ ไม่ใช่ค่าการใช้งานปกติของรถ จึงควรยึดข้อมูลของผู้ผลิตรถยนต์เป็นหลัก
ควรตรวจยางอะไหล่บ่อยแค่ไหน?
ควรตรวจพร้อมกับการ เช็กยางรถยนต์ ทั้ง 4 เส้น โดยเฉพาะในช่วงต่อไปนี้
- อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง
- ก่อนเดินทางไกล
- ก่อนเดินทางในช่วงวันหยุด
- หลังจอดรถไว้เป็นเวลานาน
- หลังนำยางอะไหล่ออกมาใช้งาน
- หลังเข้ารับบริการเปลี่ยนหรือสลับยาง
การกำหนดวันที่ตรวจยางทุกเดือนจะช่วยลดโอกาสลืม เช่น ตรวจทุกต้นเดือนหรือพร้อมกับการล้างรถ
นอกจากลมยางแล้ว ต้องตรวจอะไรอีก?
ตรวจสภาพดอกยาง
แม้ยางอะไหล่จะไม่เคยสัมผัสถนน แต่ควรตรวจว่า ดอกยาง มีความเสียหายหรือไม่ เช่น
- รอยแตกร้าว
- รอยฉีกขาด
- การเสียรูป
- คราบน้ำมันหรือสารเคมี
- เนื้อยางแข็งผิดปกติ
สำหรับยางอะไหล่ขนาดเต็มที่เคยผ่านการใช้งาน ควรตรวจความลึกและการสึกของดอกยางด้วย
ตรวจแก้มยาง
สังเกตบริเวณแก้มยางทั้งสองด้านว่าไม่มี
- รอยบวม
- รอยบาด
- รอยแตกลายงา
- รอยกดทับจากอุปกรณ์หรือสัมภาระ
- การเสียรูปจากการจัดเก็บ
หากยางถูกติดตั้งอยู่ใต้ท้องรถ ควรตรวจคราบโคลน สนิม และความเสียหายจากเศษวัสดุบนถนนเพิ่มเติม
ตรวจจุ๊บลม
ตรวจว่าจุ๊บลมไม่แตกร้าว ฝาปิดยังอยู่ครบ และไม่มีอาการลมรั่ว หากแรงดันลดลงซ้ำทั้งที่ไม่ได้ใช้งาน ควรให้ ศูนย์บริการยาง ตรวจไส้วาล์วและฐานจุ๊บลม
ยางอะไหล่ไม่ได้ใช้ แต่มีอายุหรือไม่?
ยางอะไหล่ยังคงเสื่อมตามเวลา แม้ไม่เคยใช้งาน เพราะเนื้อยางได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิ ความชื้น ออกซิเจน และสภาพแวดล้อมในการจัดเก็บ
ควรตรวจรหัสสัปดาห์และปีผลิตบนแก้มยาง พร้อมประเมินสภาพจริงเป็นระยะ หากยางมีอายุมาก เนื้อยางแข็ง หรือเริ่มแตกร้าว ควรให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาว่ายังเหมาะสำหรับเก็บไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉินหรือไม่
ไม่ควรตัดสินจากความลึกของดอกยางเพียงอย่างเดียว เพราะยางที่ไม่เคยวิ่งอาจมีดอกยางเต็ม แต่เนื้อยางและโครงสร้างอาจเสื่อมตามอายุได้
ตรวจอุปกรณ์เปลี่ยนยางไปพร้อมกัน
ยางอะไหล่ที่พร้อมใช้งานอาจไม่เพียงพอ หากอุปกรณ์เปลี่ยนล้อสูญหายหรือชำรุด ควรตรวจว่าในรถมี
- แม่แรง
- ประแจขันนอตล้อ
- ตัวต่อหรือด้ามหมุนแม่แรง
- ลูกบล็อกสำหรับนอตกันขโมย
- ป้ายหรืออุปกรณ์เตือนฉุกเฉิน
- ไฟฉาย
- ถุงมือ
- คู่มือการเปลี่ยนยาง
ควรทดลองตรวจตำแหน่งแม่แรงและจุดยกรถจากคู่มือไว้ล่วงหน้า เพื่อไม่ต้องเรียนรู้ขั้นตอนครั้งแรกในสถานการณ์ฉุกเฉินข้างทาง
เมื่อติดตั้งยางอะไหล่แล้ว ขับอย่างไร?
หากใช้ยางอะไหล่ชั่วคราว ควร
- ใช้ความเร็วไม่เกินค่าที่ระบุ
- หลีกเลี่ยงการเร่งหรือเบรกอย่างรุนแรง
- เข้าโค้งด้วยความระมัดระวัง
- ไม่บรรทุกของหนักเกินความจำเป็น
- หลีกเลี่ยงการเดินทางระยะไกล
- นำรถเข้าซ่อมหรือ เปลี่ยนยางรถยนต์ โดยเร็ว
ยางอะไหล่ชั่วคราวมีขนาดและคุณสมบัติแตกต่างจากยางปกติ จึงอาจทำให้การตอบสนองของพวงมาลัย การเบรก และการทรงตัวเปลี่ยนไป
ก่อนติดตั้งควรตรวจแรงดันลม หากไม่สามารถตรวจได้ในทันที Michelin แนะนำให้ขับอย่างระมัดระวังด้วยความเร็วต่ำไปยังสถานีบริการที่ใกล้ที่สุดเพื่อปรับแรงดันให้ถูกต้อง
หลังใช้ยางอะไหล่ ต้องตั้งศูนย์ล้อหรือถ่วงล้อหรือไม่?
การติดตั้งยางอะไหล่ชั่วคราวไม่ได้หมายความว่าจะต้อง ตั้งศูนย์ล้อ ทันที แต่หลังซ่อมหรือเปลี่ยนยางเส้นหลักแล้ว ควรตรวจศูนย์ล้อหากพบว่า
- รถดึงซ้ายหรือขวา
- พวงมาลัยไม่ตรง
- ดอกยางสึกด้านเดียว
- ยางเสียหายจากการตกหลุมหรือแรงกระแทก
ส่วนการ ถ่วงล้อ ควรดำเนินการเมื่อมีการติดตั้งยางใหม่บนกระทะล้อ หรือเมื่อพบอาการพวงมาลัยและตัวรถสั่นขณะใช้ความเร็ว
อย่ารอให้เกิดเหตุฉุกเฉินแล้วค่อยตรวจยางอะไหล่
ยางอะไหล่อาจเป็นยางที่ถูกใช้งานน้อยที่สุด แต่มีความสำคัญอย่างมากเมื่อยางเส้นหลักเกิดปัญหา การตรวจเพียงไม่กี่นาทีในแต่ละเดือนช่วยให้มั่นใจได้ว่า ยางสำรองและอุปกรณ์เปลี่ยนล้อพร้อมใช้งานจริง
การหมั่น เช็กยางรถยนต์, ตรวจสภาพยาง, ตรวจ ดอกยาง และ ลมยาง ทั้งยางที่ใช้งานอยู่และยางอะไหล่ รวมถึงเข้ารับบริการ ตั้งศูนย์ล้อ และ ถ่วงล้อ เมื่อพบความผิดปกติ จะช่วยให้ ยางรถยนต์ GRIP พร้อมรองรับทุกสถานการณ์ และช่วยเพิ่มความมั่นใจตลอดการเดินทาง
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการของ GRIP ได้ที่
🔎 ค้นหายางที่เหมาะกับรถคุณ: http://grip.co.th/products/1/list
🏪 รายชื่อศูนย์บริการทั่วประเทศ: http://grip.co.th/branches/list
🎉 โปรโมชั่นล่าสุด: http://grip.co.th/promotions/list
🗞️ ข่าวสารและกิจกรรม: http://grip.co.th/news/list

