หลายคนเข้าใจว่า ยางรถยนต์ จะเสื่อมสภาพก็ต่อเมื่อใช้งานหนักหรือวิ่งเป็นระยะทางไกลเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง รถที่จอดทิ้งไว้นานและไม่ค่อยได้ใช้งานก็สามารถทำให้ยางเสื่อมได้เช่นกัน แม้ว่าดอกยางจะยังเหลืออยู่มากก็ตาม
ยางรถยนต์ผลิตจากยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์ ซึ่งจะค่อย ๆ เสื่อมสภาพตามอายุ การสัมผัสกับแสงแดด ความร้อน โอโซน ความชื้น และการรับน้ำหนักอยู่ตำแหน่งเดิมเป็นเวลานาน ล้วนส่งผลต่อประสิทธิภาพของยางได้ (Michelin)
ดังนั้น หากรถของคุณเป็นรถที่ใช้งานเฉพาะวันหยุด รถคันที่สอง หรือจอดเก็บไว้เป็นเวลานาน ควรดูแลยางอย่างถูกวิธีเพื่อให้พร้อมใช้งานเมื่อจำเป็น
รถจอดนาน ยางเสื่อมได้อย่างไร?
แม้รถจะไม่ได้วิ่ง แต่ยางยังต้องรับน้ำหนักของรถตลอดเวลา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างและเนื้อยางได้
ปัจจัยที่ทำให้ยางเสื่อม ได้แก่
- แสงแดดและรังสี UV
- ความร้อนสะสม
- โอโซนในอากาศ
- ความชื้น
- ลมยางที่ค่อย ๆ ลดลงตามธรรมชาติ
- การรับน้ำหนักอยู่ตำแหน่งเดิมเป็นเวลานาน
ยิ่งจอดในพื้นที่กลางแจ้งเป็นเวลาหลายเดือน ผลกระทบต่อยางก็อาจมากขึ้น
ยางอาจเกิด Flat Spot ได้
เมื่อรถจอดอยู่กับที่นานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน
บริเวณที่สัมผัสพื้นถนนอาจแบนเล็กน้อย เรียกว่า Flat Spot
อาการที่อาจพบ ได้แก่
- รถสั่นช่วงแรกที่เริ่มขับ
- รู้สึกเหมือนล้อไม่กลม
- มีแรงสั่นที่พวงมาลัย
ในหลายกรณี Flat Spot ชั่วคราวอาจหายไปหลังขับรถได้ระยะหนึ่ง แต่หากจอดนานมากหรือแรงดันลมต่ำ อาจต้องให้ศูนย์บริการตรวจสอบเพิ่มเติม
ลมยางลดลงแม้ไม่ได้ใช้งาน
หลายคนคิดว่าเมื่อรถจอดอยู่เฉย ๆ ลมยางจะไม่เปลี่ยน
แต่จริง ๆ แล้ว ลมยางสามารถลดลงได้ตามธรรมชาติ
โดยเกิดจาก
- การซึมผ่านของอากาศออกจากเนื้อยาง
- การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ
- การรั่วเล็กน้อยจากจุ๊บลม
หากปล่อยให้ ลมยาง ต่ำเป็นเวลานาน จะทำให้แก้มยางรับน้ำหนักมากขึ้น และเพิ่มโอกาสเกิดความเสียหาย
ดอกยางยังดี ไม่ได้แปลว่ายางยังใหม่
ผู้ใช้รถจำนวนมากดูเฉพาะ ดอกยาง
แต่จริง ๆ แล้ว
ยางอาจมี
- รอยแตกลายงา
- เนื้อยางแข็ง
- แก้มยางเริ่มเสื่อม
- โครงสร้างยางอ่อนแรง
แม้ว่าดอกยางจะยังลึกก็ตาม
ดังนั้นควร ตรวจสภาพยาง ทั้งเส้น ไม่ใช่ดูเฉพาะความลึกของดอกยาง
วิธีดูแลรถที่จอดนาน
1. ขยับรถเป็นระยะ
หากเป็นไปได้
ควรขยับรถหรือขับออกไปใช้งานเป็นระยะ
เพื่อให้
- ยางเปลี่ยนจุดรับน้ำหนัก
- ระบบช่วงล่างทำงาน
- ของเหลวในรถหมุนเวียน
2. ตรวจลมยางทุกเดือน
แม้ไม่ได้ใช้รถ
ควรตรวจ ลมยาง
อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง
และเติมตามค่าที่ผู้ผลิตรถยนต์กำหนด
3. หลีกเลี่ยงการจอดกลางแดด
หากสามารถเลือกได้
ควรจอดใน
- โรงจอดรถ
- พื้นที่ร่ม
- พื้นที่อากาศถ่ายเท
เพื่อลดผลกระทบจากความร้อนและรังสี UV
4. รักษาความสะอาดของยาง
ควรล้างยางเป็นระยะ
เพื่อลด
- คราบดิน
- คราบน้ำมัน
- สารเคมี
- ฝุ่นเบรก
ซึ่งอาจสะสมอยู่บนแก้มยาง
ก่อนนำรถกลับมาใช้งาน ควรตรวจอะไร?
หลังจอดรถเป็นเวลานาน
ควร เช็กยางรถยนต์ ดังนี้
ตรวจลมยาง
เติมให้ได้ค่ามาตรฐาน
ก่อนเริ่มขับ
ตรวจดอกยาง
สังเกตว่า
- ดอกยางยังสมบูรณ์
- ไม่มีรอยฉีก
- ไม่มีสิ่งแปลกปลอม
ตรวจแก้มยาง
มองหา
- รอยแตก
- รอยบวม
- รอยแตกลายงา
ตรวจอายุยาง
แม้ไม่ค่อยได้ใช้งาน
แต่ยางยังมีอายุการใช้งานตามเวลา
หากมีข้อสงสัย ควรให้ศูนย์บริการตรวจสอบ
ต้องตั้งศูนย์ล้อหรือไม่?
หากรถเพียงจอดไว้
โดยไม่มีการกระแทก
มักไม่จำเป็นต้อง ตั้งศูนย์ล้อ
แต่หากหลังกลับมาใช้งานพบว่า
- รถดึงซ้ายหรือขวา
- พวงมาลัยเอียง
- ดอกยางสึกผิดปกติ
ควรเข้าตรวจศูนย์ล้อ
แล้วต้องถ่วงล้อไหม?
หากพบว่า
- รถสั่น
- พวงมาลัยสั่น
- Flat Spot ไม่หาย
- เพิ่งเปลี่ยนยาง
ควรให้ศูนย์บริการตรวจ ถ่วงล้อ
เพื่อให้แน่ใจว่าล้อหมุนได้สมดุล
เมื่อไรควรเปลี่ยนยาง แม้รถไม่ค่อยได้ใช้?
ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจ หากพบว่า
- แก้มยางแตกร้าว
- ดอกยางแข็งผิดปกติ
- มีรอยบวม
- ลมยางลดลงบ่อย
- ยางมีอายุมากตามคำแนะนำของผู้ผลิต
อย่าตัดสินจากระยะทางเพียงอย่างเดียว เพราะยางสามารถเสื่อมตามอายุได้ แม้รถจะวิ่งน้อย
รถใช้น้อย ก็ต้องดูแลยางเช่นเดียวกัน
แม้รถจะไม่ค่อยได้ขับ แต่ ยางรถยนต์ ยังคงเสื่อมสภาพตามเวลา การหมั่น เช็กยางรถยนต์, ตรวจสภาพยาง, ตรวจ ดอกยาง, ตรวจ ลมยาง และนำรถออกไปใช้งานเป็นระยะ จะช่วยยืดอายุการใช้งานของยางได้
เมื่อดูแลอย่างสม่ำเสมอ พร้อมตรวจ ตั้งศูนย์ล้อ และ ถ่วงล้อ เมื่อพบความผิดปกติ ก็จะช่วยให้ ยางรถยนต์ GRIP พร้อมใช้งานทุกครั้งที่ออกเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นรถที่ใช้งานทุกวันหรือรถที่จอดไว้เป็นเวลานาน
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการของ GRIP ได้ที่
🔎 ค้นหายางที่เหมาะกับรถคุณ: http://grip.co.th/products/1/list
🏪 รายชื่อศูนย์บริการทั่วประเทศ: http://grip.co.th/branches/list
🎉 โปรโมชั่นล่าสุด: http://grip.co.th/promotions/list
🗞️ ข่าวสารและกิจกรรม: http://grip.co.th/news/list

