สินค้า รุ่นยาง ยางรถ EV/OEM โปรโมชั่น แกลเลอรี่ ข่าวสาร/ความรู้ ค้นหาสาขา
ขับทางไกลด้วยความเร็วต่อเนื่อง ควรเช็กยางรถยนต์อย่างไร?

ขับทางไกลด้วยความเร็วต่อเนื่อง ควรเช็กยางรถยนต์อย่างไร?

การขับรถในเมืองมักมีการชะลอ จอด และเปลี่ยนความเร็วอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อต้องเดินทางไกลบนทางหลวงหรือทางด่วน ยางรถยนต์ จะหมุนด้วยความเร็วต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้เกิดความร้อนสะสมมากกว่าการขับระยะสั้นทั่วไป

หากยางมี ลมยาง ต่ำกว่ากำหนด บรรทุกสัมภาระมากเกินไป หรือมีความเสียหายอยู่ก่อนแล้ว ความร้อนที่เพิ่มขึ้นอาจเร่งการเสื่อมของยางและเพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายระหว่างทางได้ NHTSA ระบุว่าความร้อนสูงต่อเนื่องจากการขับระยะไกลในสภาพอากาศร้อนสามารถทำให้ยางเสื่อม และอาจนำไปสู่ความเสียหายของโครงสร้างหรือการแยกตัวของดอกยางได้

ดังนั้น ก่อนออกเดินทางไกล ควร เช็กยางรถยนต์ ให้ครบทุกด้าน ไม่ใช่เพียงตรวจว่าดอกยางยังเหลือหรือไม่

 

ทำไมการขับทางไกลจึงเพิ่มความร้อนให้ยาง?

ขณะที่รถเคลื่อนที่ ยางจะเกิดการยุบและคืนตัวอย่างต่อเนื่องในทุกครั้งที่หมุนสัมผัสพื้นถนน การเปลี่ยนรูปนี้สร้างความร้อนภายในยาง โดยระดับความร้อนจะเพิ่มขึ้นตามปัจจัยต่าง ๆ เช่น

  • ความเร็วในการขับขี่
  • ระยะเวลาที่ขับต่อเนื่อง
  • น้ำหนักของรถและสัมภาระ
  • แรงดันลมยาง
  • อุณหภูมิของพื้นถนน
  • สภาพและอายุของยาง

Michelin ระบุว่าการขับด้วยความเร็วสูงเพิ่มโอกาสที่ยางจะได้รับความเสียหายจากสิ่งกีดขวางบนถนนและความร้อนสะสม โดยเฉพาะเมื่อยางรับน้ำหนักเกินพิกัด

 

ก่อนออกเดินทางควรเช็กลมยางอย่างไร?

ควรตรวจ ลมยาง ขณะที่ยางยังเย็น เช่น ก่อนเริ่มเดินทางในตอนเช้า หรือหลังจอดรถไว้อย่างน้อยประมาณ 3 ชั่วโมง เพราะค่าที่วัดได้จะใกล้เคียงกับแรงดันมาตรฐานที่ผู้ผลิตรถยนต์กำหนดมากที่สุด

ค่าลมยางที่เหมาะสมดูได้จาก

  • สติกเกอร์บริเวณเสาประตูฝั่งคนขับ
  • ฝาถังน้ำมันในรถบางรุ่น
  • คู่มือประจำรถ

ไม่ควรใช้ค่าความดันสูงสุดที่พิมพ์บนแก้มยางเป็นค่าการเติมลมตามปกติ เพราะตัวเลขดังกล่าวเป็นขีดจำกัดสูงสุดของยาง ไม่ใช่ค่าที่ผู้ผลิตรถแนะนำสำหรับการใช้งานประจำ

 

ลมยางอ่อนส่งผลอย่างไรเมื่อต้องขับไกล?

เมื่อแรงดันลมต่ำเกินไป แก้มยางจะยุบและบิดตัวมากขึ้นในทุกครั้งที่ล้อหมุน ทำให้เกิดความร้อนสะสมภายในยางเร็วกว่าปกติ

อาจส่งผลให้

  • รถควบคุมได้ไม่มั่นคง
  • พวงมาลัยตอบสนองช้าลง
  • ดอกยางบริเวณไหล่ยางสึกเร็ว
  • ใช้เชื้อเพลิงหรือพลังงานมากขึ้น
  • โครงสร้างยางรับภาระสูง
  • เพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายระหว่างเดินทาง

NHTSA ระบุว่าลมยางต่ำเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของความเสียหายของยาง จึงควรตรวจแรงดันก่อนการเดินทางไกลทุกครั้ง

 

ควรเติมลมเพิ่มสำหรับเดินทางไกลหรือไม่?

ไม่ควรเติมเพิ่มตามความรู้สึกหรือเผื่อแรงดันเอง ควรตรวจว่าผู้ผลิตรถยนต์กำหนดค่าลมสำหรับกรณีบรรทุกเต็มคันหรือเดินทางด้วยความเร็วสูงไว้แยกต่างหากหรือไม่

รถบางรุ่นอาจระบุค่าลมสองชุด ได้แก่

  • ค่าการใช้งานทั่วไป
  • ค่าสำหรับผู้โดยสารและสัมภาระเต็มคัน

หากมีข้อมูลดังกล่าว ควรใช้ค่าตามน้ำหนักและรูปแบบการเดินทางจริง แต่ไม่ควรเติมเกินข้อกำหนดโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้ผลิตรถหรือผู้เชี่ยวชาญ

 

ทำไมลมยางจึงสูงขึ้นหลังขับรถ?

หลังขับรถเป็นระยะเวลาหนึ่ง ยางและอากาศภายในจะร้อนขึ้น ทำให้ค่าความดันสูงกว่าตอนที่ยางเย็น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ตามปกติ

หากตรวจพบว่าค่าลมสูงขึ้นหลังเดินทาง ไม่ควรรีบปล่อยลมออก เพราะเมื่อยางเย็นลง แรงดันจะลดกลับมา หากปล่อยลมขณะที่ยางร้อน เมื่อยางเย็นอาจเหลือแรงดันต่ำกว่าค่าที่กำหนด

Michelin แนะนำให้ตรวจและปรับลมยางขณะที่ยางเย็นเป็นหลัก หากจำเป็นต้องวัดขณะยางร้อน ควรตรวจซ้ำอีกครั้งเมื่อยางกลับมาเย็น

 

ตรวจดอกยางก่อนเดินทาง

นอกจากแรงดันลมแล้ว ควรตรวจ ดอกยาง ทุกเส้น โดยเฉพาะก่อนเดินทางในช่วงหน้าฝน

ควรสังเกตว่า

  • ดอกยางไม่สึกจนถึงสะพานยาง
  • ความลึกใกล้เคียงกันทั้งหน้ายาง
  • ไม่มีการสึกด้านในหรือด้านนอกมากผิดปกติ
  • ไม่มีรอยฉีกหรือรอยบาด
  • ไม่มีตะปูหรือเศษโลหะฝังอยู่
  • ไม่มีการสึกเป็นบั้งหรือเป็นคลื่น

ดอกยางที่สึกไม่สม่ำเสมออาจบ่งบอกถึงปัญหา ลมยาง ตั้งศูนย์ล้อ ถ่วงล้อ หรือระบบช่วงล่าง ซึ่งควรได้รับการตรวจสอบก่อนเดินทาง

 

ตรวจแก้มยางและร่องรอยความเสียหาย

แก้มยางเป็นส่วนที่ช่วยรองรับแรงกระแทกและการเปลี่ยนรูปของยาง ควรเดินตรวจรอบรถและมองหารอยผิดปกติ เช่น

  • แก้มยางบวม
  • รอยแตกร้าว
  • รอยบาดลึก
  • รอยถลอกจากขอบทาง
  • เนื้อยางแยกหรือเสียรูป

หากพบรอยบวม รอยฉีก หรือความเสียหายของโครงสร้าง ไม่ควรนำรถไปขับทางไกลหรือใช้ความเร็วสูง ควรให้ ศูนย์บริการยาง ตรวจสอบก่อน และพิจารณา เปลี่ยนยางรถยนต์ หากไม่สามารถใช้งานต่อได้อย่างปลอดภัย

 

ตรวจอายุยางก่อนเดินทางไกล

ยางที่มีดอกยางเหลือมากอาจไม่ได้หมายความว่ายังอยู่ในสภาพสมบูรณ์เสมอไป เพราะเนื้อยางสามารถเสื่อมตามอายุ ความร้อน และสภาพแวดล้อมได้

ควรตรวจรหัสสัปดาห์และปีผลิตบนแก้มยาง พร้อมสังเกตว่า

  • เนื้อยางแข็งขึ้นหรือไม่
  • มีรอยแตกลายงาหรือไม่
  • การยึดเกาะบนถนนเปียกลดลงหรือไม่
  • มีแรงสั่นหรือเสียงผิดปกติหรือไม่

หากไม่แน่ใจเกี่ยวกับสภาพหรืออายุของยาง ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจอย่างละเอียดก่อนเดินทาง

 

อย่าบรรทุกเกินพิกัด

การเดินทางไกลมักมาพร้อมผู้โดยสารและสัมภาระจำนวนมาก น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ยางรับภาระสูงขึ้นและเกิดความร้อนมากขึ้น

ควรตรวจ

  • จำนวนผู้โดยสาร
  • น้ำหนักสัมภาระ
  • พิกัดน้ำหนักรวมของรถ
  • Load Index ของยาง
  • ค่าลมสำหรับการบรรทุกเต็มคัน

ไม่ควรวางสัมภาระหนักทั้งหมดไว้ด้านใดด้านหนึ่งหรือกองไว้ท้ายรถมากเกินไป ควรกระจายน้ำหนักให้สมดุลและยึดสิ่งของไม่ให้เคลื่อนตัวขณะเบรกหรือเข้าโค้ง

 

ระหว่างทางควรพักรถหรือไม่?

เมื่อต้องขับเป็นระยะทางไกล ควรหยุดพักเป็นระยะเพื่อให้ผู้ขับได้พักผ่อน และใช้โอกาสนี้เดินตรวจรอบรถแบบง่าย ๆ

สิ่งที่ควรสังเกต ได้แก่

  • มียางเส้นใดดูอ่อนผิดปกติหรือไม่
  • มีกลิ่นไหม้หรือกลิ่นยางผิดปกติหรือไม่
  • มีรอยบวมเกิดขึ้นหรือไม่
  • มีวัตถุฝังอยู่ในดอกยางหรือไม่
  • รถเริ่มสั่นหรือดึงไปด้านใดด้านหนึ่งหรือไม่

ไม่ควรใช้มือสัมผัสยางหรือชิ้นส่วนเบรกทันทีหลังจอด เพราะอาจมีอุณหภูมิสูง ควรใช้การสังเกตด้วยสายตาเป็นหลัก

 

รถสั่นเมื่อใช้ความเร็วสูง เกี่ยวกับถ่วงล้อหรือไม่?

หากพวงมาลัยหรือตัวรถสั่นชัดเจนในช่วงความเร็วหนึ่ง อาจเกี่ยวข้องกับ

  • ล้อไม่สมดุล
  • ตะกั่วถ่วงล้อหลุด
  • ยางเสียรูป
  • ล้อแม็กคด
  • ดอกยางสึกเป็นคลื่น

ควรให้ศูนย์บริการตรวจ ถ่วงล้อ และสภาพของชุดล้อก่อนออกเดินทาง การถ่วงล้อช่วยให้ยางและล้อหมุนได้สมดุล แต่ไม่สามารถแก้ยางเสียรูปหรือล้อคดได้

 

เมื่อไรควรตั้งศูนย์ล้อ?

ควรตรวจ ตั้งศูนย์ล้อ หากพบว่า

  • รถดึงซ้ายหรือขวา
  • พวงมาลัยไม่ตรงเมื่อขับทางตรง
  • ดอกยางสึกด้านเดียว
  • รถเพิ่งตกหลุมหรือชนขอบทางแรง
  • มีการเปลี่ยนชิ้นส่วนช่วงล่าง
  • การควบคุมรถไม่มั่นคงเหมือนเดิม

การตั้งศูนย์ล้อที่ถูกต้องช่วยให้หน้ายางสัมผัสพื้นถนนอย่างเหมาะสม และลดการสึกผิดปกติระหว่างการขับระยะไกล

 

เช็กลิสต์ยางก่อนเดินทางไกล

ก่อนออกเดินทาง ควรตรวจให้ครบดังนี้

  • ตรวจลมยางขณะที่ยางเย็น
  • ตรวจดอกยางทุกล้อ
  • ตรวจรอยบวม รอยแตก และรอยบาด
  • ตรวจจุ๊บลมและฝาปิด
  • ตรวจยางอะไหล่
  • ตรวจอุปกรณ์เปลี่ยนล้อ
  • ตรวจน้ำหนักบรรทุก
  • สังเกตอาการรถสั่นหรือรถดึง
  • ตรวจตั้งศูนย์ล้อและถ่วงล้อเมื่อมีอาการผิดปกติ

การตรวจล่วงหน้าช่วยลดโอกาสเกิดปัญหาระหว่างทาง และทำให้สามารถแก้ไขความผิดปกติได้ก่อนต้องใช้ความเร็วต่อเนื่องเป็นเวลานาน

 

เตรียมยางให้พร้อมก่อนออกเดินทางไกล

การขับทางไกลทำให้ ยางรถยนต์ ต้องรับทั้งความเร็ว น้ำหนัก และความร้อนอย่างต่อเนื่อง จึงควรเตรียมยางให้พร้อมมากกว่าการใช้งานในชีวิตประจำวัน

การหมั่น เช็กยางรถยนต์, ตรวจสภาพยาง, ตรวจ ดอกยาง และ ลมยาง พร้อมควบคุมน้ำหนักบรรทุก และเข้ารับบริการ ตั้งศูนย์ล้อ หรือ ถ่วงล้อ เมื่อมีอาการผิดปกติ จะช่วยให้ ยางรถยนต์ GRIP ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ พร้อมเพิ่มความมั่นใจและความปลอดภัยตลอดการเดินทาง

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการของ GRIP ได้ที่

🔎 ค้นหายางที่เหมาะกับรถคุณ: http://grip.co.th/products/1/list
🏪 รายชื่อศูนย์บริการทั่วประเทศ: http://grip.co.th/branches/list
🎉 โปรโมชั่นล่าสุด: http://grip.co.th/promotions/list
🗞️ ข่าวสารและกิจกรรม: http://grip.co.th/news/list

 
สินค้าและบริการ
ยางรถยนต์
ยางรถ EV
บทความ
โปรโมชั่น
แกลเลอรี่
วิดีโอความรู้
ข่าวสาร
ค้นหาสาขา
เกี่ยวกับเรา
รู้จัก GRIP
สนใจเปิดสาขา
บริการหลังการขาย
ลงทะเบียนรับประกันยาง
ตรวจสอบการรับประกัน
GRIP Learning Center
นโยบายการรับประกัน
ติดต่อเรา
ลิงก์ไปยัง Toyo Website
ลิงก์ไปยัง Nitto Website
ลิงก์ไปยัง Nankang Website
ลิงก์ไปยัง Advance Website

Copyright © 2024 GRIP TIRES สงวนสิทธิ์ทุกประการ

|

ข้อกำหนดและเงื่อนไข

|

นโยบายความเป็นส่วนตัว

|

นโยบายการใช้คุกกี้

สินค้าและบริการ
ยางรถยนต์
ยางรถ EV
บทความ
โปรโมชั่น
แกลเลอรี่
วิดีโอความรู้
ข่าวสาร
ค้นหาสาขา
เกี่ยวกับเรา
รู้จัก GRIP
สนใจเปิดสาขา
บริการหลังการขาย
ลงทะเบียนรับประกันยาง
ตรวจสอบการรับประกัน
GRIP Learning Center
นโยบายการรับประกัน
ติดต่อเรา
ลิงก์ไปยัง Toyo Website
ลิงก์ไปยัง Nitto Website
ลิงก์ไปยัง Nankang Website
ลิงก์ไปยัง Advance Website

Copyright © 2024 GRIP TIRES สงวนสิทธิ์ทุกประการ

|

ข้อกำหนดและเงื่อนไข

|

นโยบายความเป็นส่วนตัว

|

นโยบายการใช้คุกกี้