ในช่วงหน้าฝน หลายคนอาจเคยรู้สึกว่า พวงมาลัยเบาขึ้น รถไม่ตอบสนอง หรือเหมือนรถลอยอยู่บนผิวน้ำ แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ อาการนี้เรียกว่า เหินน้ำ (Aquaplaning หรือ Hydroplaning)
เหินน้ำเกิดขึ้นเมื่อ ยางรถยนต์ไม่สามารถรีดน้ำออกจากหน้าสัมผัสได้ทัน ทำให้เกิดชั้นน้ำคั่นระหว่างยางกับพื้นถนน ส่งผลให้การยึดเกาะลดลงอย่างมาก และอาจทำให้รถควบคุมทิศทาง เบรก หรือเร่งความเร็วได้ยากขึ้น
แม้ภาวะเหินน้ำเต็มรูปแบบจะเกิดไม่บ่อย แต่การสูญเสียการยึดเกาะเพียงบางส่วนก็อาจทำให้การควบคุมรถเปลี่ยนไปได้ โดยเฉพาะเมื่อขับผ่านแอ่งน้ำด้วยความเร็วสูง
เหินน้ำเกิดขึ้นได้อย่างไร?
ปกติ ดอกยาง มีหน้าที่รีดน้ำออกจากพื้นที่สัมผัสระหว่างยางกับถนน
แต่หาก
- ขับเร็วเกินไป
- มีน้ำขังจำนวนมาก
- ดอกยางสึก
- ลมยางไม่เหมาะสม
น้ำจะสะสมอยู่หน้าหน้ายางมากกว่าที่ดอกยางจะระบายออกได้
เมื่อแรงดันน้ำมากพอ
ยางจะเริ่มยกตัวขึ้นจากพื้นถนน
และสูญเสียการยึดเกาะบางส่วนหรือทั้งหมด
ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเหินน้ำ
1. ความเร็วสูง
ยิ่งขับเร็ว
ยางยิ่งมีเวลาระบายน้ำน้อยลง
จึงเพิ่มโอกาสเกิดเหินน้ำ
ความเร็วถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ผู้ขับสามารถควบคุมได้
2. ดอกยางสึก
เมื่อ ดอกยาง ตื้นลง
ความสามารถในการรีดน้ำจะลดลง
ทำให้เกิดเหินน้ำได้ง่ายกว่ายางที่มีดอกยางสมบูรณ์
3. ลมยางไม่เหมาะสม
หาก ลมยาง ต่ำกว่ามาตรฐาน
หน้ายางจะยุบตัวมากขึ้น
และเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียการยึดเกาะบนถนนเปียก
Michelin แนะนำให้ตรวจแรงดันลมยางอย่างน้อยเดือนละครั้ง และก่อนเดินทางไกล
4. น้ำขังบนถนน
ยิ่งแอ่งน้ำลึก
ยางก็ยิ่งต้องระบายน้ำออกมากขึ้น
จึงเพิ่มโอกาสเกิดเหินน้ำ
โดยเฉพาะบริเวณ
- ถนนที่มีร่องล้อ
- แอ่งน้ำ
- ถนนระบายน้ำไม่ดี
อาการของรถที่กำลังเหินน้ำ
ผู้ขับอาจสังเกตได้ว่า
- พวงมาลัยเบาผิดปกติ
- รถไม่ตอบสนองต่อการเลี้ยว
- รอบเครื่องเพิ่ม แต่รถไม่เร่งตาม
- รู้สึกเหมือนรถลอย
- รถเบี่ยงไปตามแนวน้ำ
อาการมักเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วินาที
แต่หากตอบสนองไม่ถูกต้อง
อาจทำให้รถเสียการควบคุมได้
หากรถเหินน้ำ ควรทำอย่างไร?
เมื่อเริ่มรู้สึกว่ารถเหินน้ำ
ควร
ยกคันเร่งอย่างนุ่มนวล
ปล่อยให้รถลดความเร็วเอง
ไม่ควรเร่งเครื่องเพิ่ม
จับพวงมาลัยให้มั่น
รักษาทิศทางของรถ
ไม่หักพวงมาลัยกะทันหัน
หลีกเลี่ยงการเบรกแรง
การเบรกหรือหักหลบอย่างรวดเร็ว
อาจทำให้รถเสียการทรงตัวได้
ควรรอจนยางกลับมายึดเกาะพื้นถนนก่อนจึงค่อยควบคุมรถตามปกติ
วิธีป้องกันการเหินน้ำ
ตรวจลมยางสม่ำเสมอ
ควรตรวจ ลมยาง
อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง
และก่อนเดินทางทุกครั้ง
ตรวจดอกยาง
ควร เช็กยางรถยนต์
และตรวจว่า
- ดอกยางยังลึกเพียงพอ
- ไม่มีการสึกผิดปกติ
- ไม่มีรอยฉีกหรือรอยบาด
ลดความเร็วเมื่อฝนตก
แม้ยางจะอยู่ในสภาพดี
แต่เมื่อมีน้ำขัง
ควรลดความเร็ว
เพื่อให้ดอกยางมีเวลาระบายน้ำ
หลีกเลี่ยงแอ่งน้ำ
หากสามารถเลือกเส้นทางได้
ควรหลีกเลี่ยง
- แอ่งน้ำขนาดใหญ่
- ถนนที่มีน้ำท่วมขัง
- ร่องล้อที่มีน้ำสะสม
ยางแบบไหนช่วยลดความเสี่ยงการเหินน้ำ?
ยางที่มี
- ดอกยางสมบูรณ์
- ร่องรีดน้ำลึก
- ออกแบบเพื่อการรีดน้ำที่ดี
จะช่วยลดโอกาสเกิดเหินน้ำได้
อย่างไรก็ตาม
ไม่มี ยางรถยนต์ รุ่นใดที่สามารถป้องกันการเหินน้ำได้ 100%
หากใช้ความเร็วสูงเกินไปในน้ำขัง ยางทุกประเภทก็สามารถเกิดเหินน้ำได้
ต้องตั้งศูนย์ล้อหรือถ่วงล้อด้วยหรือไม่?
แม้การเหินน้ำจะไม่ได้เกิดจาก
- ตั้งศูนย์ล้อ
- ถ่วงล้อ
โดยตรง
แต่หากพบว่า
- รถดึงซ้ายหรือขวา
- พวงมาลัยสั่น
- ดอกยางสึกผิดปกติ
ควรตรวจทั้งสองรายการ
เพื่อให้ยางสัมผัสพื้นถนนได้อย่างเหมาะสม
เมื่อไรควรเข้าศูนย์บริการยาง?
ควรเข้าตรวจ หากพบว่า
- ดอกยางใกล้หมด
- รถลื่นง่ายกว่าปกติ
- ลมยางลดลงบ่อย
- รถดึงหรือรถสั่น
- ยางมีรอยบวมหรือรอยแตก
ผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วย
- เช็กยางรถยนต์
- ตรวจสภาพยาง
- ตรวจ ดอกยาง
- ตรวจ ลมยาง
- ตั้งศูนย์ล้อ
- ถ่วงล้อ
- ตรวจล้อแม็กและระบบช่วงล่าง
เพื่อให้รถพร้อมใช้งานในทุกสภาพอากาศ
ยางที่พร้อม คือกุญแจสำคัญของการขับขี่หน้าฝน
การเหินน้ำเป็นสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้เมื่อฝนตกหนักหรือมีน้ำขังบนถนน แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการขับขี่อย่างเหมาะสมและดูแล ยางรถยนต์ ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน
การหมั่น เช็กยางรถยนต์, ตรวจสภาพยาง, ตรวจ ดอกยาง, เติม ลมยาง ตามมาตรฐาน และเข้ารับบริการ ตั้งศูนย์ล้อ และ ถ่วงล้อ เมื่อจำเป็น จะช่วยให้ ยางรถยนต์ GRIP รีดน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มการยึดเกาะ และช่วยให้คุณขับขี่ได้อย่างมั่นใจแม้ในวันที่ฝนตกหนัก
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการของ GRIP ได้ที่
🔎 ค้นหายางที่เหมาะกับรถคุณ: https://grip.co.th/products/tire/list
🏪 รายชื่อศูนย์บริการทั่วประเทศ: http://grip.co.th/branches/list
🎉 โปรโมชั่นล่าสุด: http://grip.co.th/promotions/list
🗞️ ข่าวสารและกิจกรรม: http://grip.co.th/news/list

