หลายคนเลือก ยางรถยนต์ จากขนาด รุ่น หรือราคา แต่กลับลืมตรวจ ปีผลิตของยาง ทั้งที่เป็นข้อมูลสำคัญไม่แพ้กัน เพราะแม้ยางจะยังไม่เคยใช้งาน เนื้อยางก็สามารถเสื่อมสภาพตามอายุและสภาพการเก็บรักษาได้
ข่าวดีคือ การตรวจปีผลิตทำได้ง่ายมาก เพียงดู รหัส DOT (Department of Transportation Code) ที่อยู่บนแก้มยาง ก็สามารถทราบได้ว่ายางผลิตเมื่อสัปดาห์และปีใด ซึ่งช่วยให้ตัดสินใจเลือกซื้อและประเมินอายุการใช้งานของยางได้ดียิ่งขึ้น
DOT Code คืออะไร?
DOT Code คือรหัสที่ผู้ผลิตระบุไว้บนแก้มยาง เพื่อใช้ระบุข้อมูลการผลิตของยางแต่ละเส้น
ข้อมูลในรหัสนี้ประกอบด้วย
- โรงงานผู้ผลิต
- รหัสรุ่น
- ข้อมูลการผลิต
- สัปดาห์และปีที่ผลิต
สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ ตัวเลข 4 หลักสุดท้าย
ปีผลิตยางดูตรงไหน?
มองหาคำว่า
DOT
บนแก้มยาง
หลังจากนั้นให้ดู
ตัวเลข 4 หลักสุดท้าย
ตัวอย่าง
- 1825
- 4124
- 0326
ตัวเลขเหล่านี้หมายถึง
- 2 หลักแรก = สัปดาห์ที่ผลิต
- 2 หลักหลัง = ปีที่ผลิต
เช่น
1825
หมายถึง
- ผลิตในสัปดาห์ที่ 18
- ของปี 2025
หรือ
4124
หมายถึง
- ผลิตในสัปดาห์ที่ 41
- ของปี 2024
ทำไมต้องดูปีผลิตยาง?
แม้ ดอกยาง จะยังใหม่
แต่เมื่อเวลาผ่านไป
เนื้อยางจะค่อย ๆ เปลี่ยนสภาพจาก
- ความร้อน
- แสงแดด
- โอโซน
- การเก็บรักษา
- อายุของยาง
ดังนั้น การดูปีผลิตจึงช่วยให้ทราบว่ายางมีอายุเท่าไร และใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อหรือประเมินสภาพยางได้
ยางเก่าแต่ยังไม่เคยใช้ ใช้ได้หรือไม่?
ยางที่ยังไม่เคยใช้งาน
ไม่ได้หมายความว่าจะเหมือนยางใหม่เสมอไป
สภาพของยางยังขึ้นอยู่กับ
- อายุ
- วิธีการจัดเก็บ
- อุณหภูมิ
- ความชื้น
- การสัมผัสแสงแดด
หากจัดเก็บอย่างเหมาะสม ยางอาจยังอยู่ในสภาพดี แต่ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบก่อนใช้งาน โดยเฉพาะหากผลิตมาหลายปีแล้ว
ปีผลิต กับ อายุการใช้งาน เหมือนกันหรือไม่?
ไม่เหมือนกัน
ปีผลิต คือ
วันที่ยางถูกผลิต
ส่วนอายุการใช้งาน
เริ่มนับตั้งแต่ยางถูกนำไปใช้งานจริง
อย่างไรก็ตาม ปีผลิตยังเป็นข้อมูลสำคัญ เพราะยางสามารถเสื่อมตามกาลเวลา แม้จะยังไม่ถูกใช้งานก็ตาม
ผู้ผลิตแนะนำอย่างไรเกี่ยวกับอายุยาง?
ผู้ผลิตรถยนต์และผู้ผลิตยางหลายรายมีคำแนะนำแตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปแนะนำให้
- ตรวจสภาพยางเป็นประจำเมื่อใช้งานมาหลายปี
- พิจารณาเปลี่ยนเมื่อพบความเสียหาย หรือเมื่อถึงช่วงอายุที่ผู้ผลิตกำหนด
- ไม่ควรใช้งานยางที่มีอายุ 10 ปีนับจากวันผลิต แม้ดอกยางจะยังเหลืออยู่ก็ตาม
นอกจากปีผลิต ควรตรวจอะไรอีก?
การดูปีผลิตเพียงอย่างเดียว
ยังไม่เพียงพอ
ควร เช็กยางรถยนต์ ควบคู่กัน
ตรวจดอกยาง
สังเกตว่า
- ดอกยางยังลึกเพียงพอ
- สึกสม่ำเสมอ
- ไม่มีรอยฉีก
ตรวจแก้มยาง
มองหา
- รอยแตก
- รอยบวม
- รอยแตกลายงา
- รอยบาด
ตรวจลมยาง
ควรตรวจ ลมยาง
อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง
และก่อนเดินทางไกล
ตรวจการสึกผิดปกติ
หากพบว่า
- ดอกยางสึกด้านเดียว
- สึกเป็นคลื่น
- สึกเป็นบั้ง
ควรให้ศูนย์บริการตรวจเพิ่มเติม
ต้องตั้งศูนย์ล้อหรือถ่วงล้อหรือไม่?
ปีผลิตของยาง
ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง
กับ
- ตั้งศูนย์ล้อ
- ถ่วงล้อ
แต่หากเปลี่ยนยางใหม่
ควร
- ถ่วงล้อทุกครั้ง
และหากพบว่า
- รถดึง
- พวงมาลัยเอียง
- ดอกยางสึกผิดปกติ
ควรตรวจ ตั้งศูนย์ล้อ ร่วมด้วย
เมื่อไรควรเข้าศูนย์บริการ?
ควรเข้าตรวจ หากพบว่า
- ยางมีอายุมาก
- แก้มยางแตกร้าว
- มีรอยบวม
- ดอกยางใกล้หมด
- รถสั่น
- รถดึง
- ลมยางลดลงผิดปกติ
ผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วย
- ตรวจสภาพยาง
- ตรวจ ดอกยาง
- ตรวจ ลมยาง
- ตรวจอายุยาง
- ตั้งศูนย์ล้อ
- ถ่วงล้อ
เพื่อประเมินว่ายางยังเหมาะกับการใช้งานหรือควรเปลี่ยนใหม่
อย่าดูแค่ดอกยาง แต่อย่าลืมดูปีผลิตด้วย
การเลือก ยางรถยนต์ ที่ดี ไม่ควรพิจารณาเพียงขนาด รุ่น หรือความลึกของ ดอกยาง แต่ควรตรวจ ปีผลิตจาก DOT Code ควบคู่ไปด้วย เพราะอายุของยางเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสมรรถนะและความปลอดภัย
การหมั่น เช็กยางรถยนต์, ตรวจสภาพยาง, ตรวจ ดอกยาง, เติม ลมยาง ให้เหมาะสม และเข้ารับบริการ ตั้งศูนย์ล้อ และ ถ่วงล้อ ตามระยะ จะช่วยให้ ยางรถยนต์ GRIP พร้อมใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ และมอบความมั่นใจในทุกการเดินทาง
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการของ GRIP ได้ที่
🔎 ค้นหายางที่เหมาะกับรถคุณ: https://grip.co.th/products/tire/list
🏪 รายชื่อศูนย์บริการทั่วประเทศ: http://grip.co.th/branches/list
🎉 โปรโมชั่นล่าสุด: http://grip.co.th/promotions/list
🗞️ ข่าวสารและกิจกรรม: http://grip.co.th/news/list

