สินค้า รุ่นยาง ยางรถ EV/OEM โปรโมชั่น แกลเลอรี่ ข่าวสาร/ความรู้ ค้นหาสาขา
รถจอดนาน ขับน้อย ยางเสื่อมไหม? วิธีเลือกและดูแลยางให้พร้อมใช้งาน

รถจอดนาน ขับน้อย ยางเสื่อมไหม? วิธีเลือกและดูแลยางให้พร้อมใช้งาน

รถที่ใช้งานเฉพาะวันหยุด รถคันที่สอง หรือรถที่ต้องจอดไว้เป็นเวลานาน อาจมีเลขไมล์เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจนทำให้เจ้าของรถรู้สึกว่ายางยังใหม่และไม่น่ามีปัญหา แต่ในความเป็นจริง ยางไม่ได้เสื่อมจากระยะทางเพียงอย่างเดียว

ระหว่างที่รถจอด ยางยังต้องรองรับน้ำหนักรถตลอดเวลา รวมถึงสัมผัสกับความร้อน ความชื้น แสงแดด และสภาพแวดล้อมบริเวณที่จอด หากแรงดันลมลดลงหรือรถจอดอยู่ในตำแหน่งเดิมนานเกินไป ยางอาจเสียรูปชั่วคราว เกิดรอยแตกร้าว หรือมีสภาพไม่พร้อมใช้งาน แม้ว่าดอกยางจะยังดูเหลือมากก็ตาม

ผู้ที่ใช้รถน้อยจึงควรเลือกและดูแลยางตาม “อายุและสภาพจริง” ควบคู่กับระยะทาง ไม่ควรประเมินจากความลึกของดอกยางเพียงอย่างเดียว

 

รถขับน้อย ทำไมยางจึงยังเสื่อมได้

ยางรถยนต์ผลิตจากวัสดุหลายชนิดที่ต้องทำงานร่วมกัน ทั้งเนื้อยาง โครงสร้างภายใน และส่วนประกอบที่ช่วยให้ยางยืดหยุ่นและรองรับแรงขณะขับ เมื่อเวลาผ่านไป คุณสมบัติของวัสดุอาจเปลี่ยนแปลงจากอายุและสภาพแวดล้อม แม้รถจะไม่ได้วิ่งเป็นระยะทางมาก

ปัจจัยที่อาจส่งผลต่อยางของรถที่จอดนาน ได้แก่

  • แสงแดดและความร้อนสะสม

  • ความชื้นหรือน้ำขังบริเวณที่จอด

  • แรงดันลมที่ลดลงตามเวลา

  • น้ำหนักรถที่กดลงบนยางตำแหน่งเดิม

  • คราบน้ำมัน สารเคมี หรือสิ่งสกปรกบนพื้น

  • การจอดกลางแจ้งโดยไม่มีสิ่งป้องกัน

  • การไม่ได้ตรวจสภาพยางเป็นเวลานาน

ดังนั้น ยางของรถที่วิ่งน้อยอาจมีดอกยางเหลือมาก แต่ยังจำเป็นต้องตรวจแก้มยาง ร่องดอกยาง รูปทรง และอายุการใช้งานประกอบกัน

 

ดอกยางยังลึก ไม่ได้แปลว่ายางพร้อมใช้งานเสมอ

เจ้าของรถจำนวนมากใช้ความลึกของดอกยางเป็นเกณฑ์หลักในการตัดสินใจเปลี่ยนยาง ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับรถที่ใช้งานเป็นประจำ แต่สำหรับรถที่ขับน้อย ควรพิจารณาองค์ประกอบอื่นเพิ่มเติม

ก่อนนำรถที่จอดไว้นานกลับมาใช้งาน ควรตรวจว่า

  • แก้มยางมีรอยแตกร้าวหรือไม่

  • มีรอยบวม รอยฉีก หรือรูปทรงผิดปกติหรือเปล่า

  • ร่องดอกยางมีรอยแตกหรือสิ่งแปลกปลอมติดอยู่หรือไม่

  • แรงดันลมลดลงมากผิดปกติหรือไม่

  • จุ๊บลมมีความเสียหายหรือรั่วซึมหรือเปล่า

  • ยางแต่ละเส้นมีสภาพแตกต่างกันมากหรือไม่

  • ขณะขับมีเสียงหรือแรงสั่นที่ไม่เคยเกิดขึ้นหรือไม่

หากพบความเสียหายที่แก้มยาง รอยบวม หรือการรั่วซึมซ้ำ ๆ ไม่ควรตัดสินจากดอกยางที่ยังเหลือเพียงอย่างเดียว ควรนำรถเข้ารับการตรวจจากช่างก่อนใช้งานต่อ

 

จอดนานแล้วรถสั่น เกิดจากอะไรได้บ้าง

รถที่จอดอยู่ในตำแหน่งเดิมเป็นเวลานานอาจเกิดอาการยางเสียรูปบริเวณที่รับน้ำหนัก หรือที่มักเรียกกันว่าอาการยางเป็นจุดแบน เมื่อเริ่มขับ ผู้ขับอาจรู้สึกถึงแรงสั่นที่พวงมาลัย เบาะนั่ง หรือตัวรถ

ในบางกรณี อาการอาจลดลงเมื่อยางอุ่นขึ้นหลังขับระยะหนึ่ง แต่หากรถยังสั่นต่อเนื่อง สั่นรุนแรงขึ้น หรือมีอาการควบคุมผิดปกติ ควรหยุดประเมินและนำรถเข้าตรวจสอบ เพราะอาการสั่นอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น

  • ยางเสียรูปหรือมีความเสียหาย

  • แรงดันลมยางไม่เท่ากัน

  • ล้อเสียสมดุล

  • ล้อได้รับความเสียหาย

  • ช่วงล่างหรือชิ้นส่วนอื่นมีปัญหา

  • ยางสึกผิดปกติจากการใช้งานก่อนจอด

ไม่ควรเพิ่มความเร็วเพื่อทดสอบอาการด้วยตนเอง หากไม่มั่นใจในสภาพรถ ควรขับด้วยความระมัดระวังและให้ศูนย์บริการตรวจหาสาเหตุ

 

ควรสตาร์ตรถแล้วจอดไว้ หรือควรขับออกไปใช้งาน

การสตาร์ตเครื่องยนต์โดยที่รถยังจอดอยู่ไม่ได้ช่วยเปลี่ยนตำแหน่งที่ยางรับน้ำหนัก หากต้องการลดการกดทับที่จุดเดิม รถจำเป็นต้องเคลื่อนตำแหน่งล้อ

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรนำรถที่จอดนานออกไปขับทันทีโดยไม่ตรวจสภาพเบื้องต้น ควรตรวจแรงดันลมยาง รอยรั่ว สภาพแก้มยาง และบริเวณใต้รถก่อน จากนั้นจึงทดลองขับด้วยความเร็วต่ำในบริเวณที่ปลอดภัย เพื่อสังเกตอาการผิดปกติ

หากรถต้องจอดต่ออีกระยะ การเคลื่อนรถเป็นครั้งคราวอาจช่วยเปลี่ยนตำแหน่งรับน้ำหนัก แต่ควรดำเนินการอย่างเหมาะสมกับสภาพรถและพื้นที่ ไม่ควรเคลื่อนรถเพียงเล็กน้อยจนยางกลับมารับน้ำหนักใกล้ตำแหน่งเดิมทุกครั้ง

 

แรงดันลมยางสำคัญมากสำหรับรถที่จอดนาน

แรงดันลมยางสามารถลดลงได้แม้รถไม่ได้ใช้งาน หากลมยางอ่อน น้ำหนักรถจะกดให้ยางเสียรูปมากขึ้น และอาจทำให้โครงสร้างยางต้องรับภาระในลักษณะที่ไม่เหมาะสม

ก่อนจอดรถเป็นเวลานาน ควรเติมลมตามค่าที่ผู้ผลิตรถแนะนำ และตรวจซ้ำเป็นระยะโดยใช้เครื่องวัดที่เชื่อถือได้ ไม่ควรเติมเกินค่าที่กำหนดเองเพียงเพราะต้องการชดเชยช่วงเวลาที่รถไม่ได้ใช้งาน

ตำแหน่งแนะนำแรงดันลมอาจอยู่บริเวณกรอบประตู ฝาถังน้ำมัน หรือคู่มือรถ โดยค่าของล้อหน้าและล้อหลังอาจแตกต่างกันตามรุ่นรถและสภาพการบรรทุก

หากพบว่ายางเส้นใดเส้นหนึ่งมีแรงดันลดลงเร็วกว่าล้ออื่นอย่างชัดเจน ควรตรวจหาการรั่วซึม ไม่ควรเติมลมซ้ำไปเรื่อย ๆ โดยไม่หาสาเหตุ

 

จอดรถบริเวณไหนช่วยถนอมยางได้มากกว่า

หากสามารถเลือกพื้นที่จอดได้ ควรจอดในบริเวณที่มีหลังคา อากาศถ่ายเท และพื้นเรียบ เพื่อช่วยลดการสัมผัสแสงแดดและความร้อนโดยตรง

ควรหลีกเลี่ยงการจอดในพื้นที่ที่มีน้ำขัง น้ำมัน เชื้อเพลิง หรือสารเคมีบนพื้น รวมถึงพื้นที่ลาดเอียงหรือมีขอบคมที่อาจกดทับยางผิดรูป

สำหรับรถที่ต้องจอดกลางแจ้ง ควรพิจารณาเรื่องทิศทางแสงแดดและตรวจยางด้านที่รับแดดเป็นประจำ เพราะสภาพแวดล้อมของยางแต่ละด้านอาจแตกต่างกัน แม้จะติดตั้งอยู่บนรถคันเดียวกัน

การใช้ผ้าคลุมรถอาจช่วยลดแสงแดดที่กระทบรถโดยตรง แต่ควรเลือกและใช้อย่างเหมาะสม ไม่ควรปล่อยให้ผ้าคลุมสะสมความชื้นหรือเสียดสีกับรถและยางเป็นเวลานาน

 

รถขับน้อยควรเลือกยางแบบไหน

ผู้ใช้รถน้อยไม่จำเป็นต้องเลือกรุ่นยางจากอายุการใช้งานด้านระยะทางเพียงอย่างเดียว เพราะอาจใช้ไม่ถึงระยะดังกล่าวก่อนที่อายุและสภาพยางจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญ

แนวทางเลือกยางควรพิจารณาเรื่องต่อไปนี้

  • ขนาดยางต้องตรงกับข้อกำหนดของรถ

  • ค่ารับน้ำหนักและค่าความเร็วต้องเหมาะสม

  • เลือกคุณสมบัติให้ตรงกับเส้นทางเมื่อรถถูกนำมาใช้

  • พิจารณาความนุ่มเงียบ หากใช้เดินทางกับครอบครัว

  • พิจารณาการรีดน้ำ หากมักนำรถออกใช้ในช่วงฝนตก

  • เลือกจากงบประมาณรวมค่าติดตั้งและบริการที่จำเป็น

  • ตรวจสอบเงื่อนไขสินค้าและการรับประกันให้ชัดเจน

ตัวอย่างเช่น หากรถใช้เฉพาะเดินทางไกลในวันหยุด ก็ควรเลือกยางที่เหมาะกับการเดินทางจริง ไม่ใช่เลือกจากข้อเท็จจริงที่ว่ารถจอดอยู่ในเมืองเป็นเวลาส่วนใหญ่

สามารถเริ่มเปรียบเทียบรุ่นและขนาดได้ที่ หน้ารวมยางรถยนต์ของ GRIP แล้วให้ทีมงานช่วยตรวจสอบสเปกกับรถก่อนติดตั้ง

 

จะรู้ได้อย่างไรว่ายางมีอายุเท่าไร

บนแก้มยางจะมีรหัสที่ใช้ระบุช่วงเวลาการผลิต โดยตัวเลขชุดท้ายมักแสดงสัปดาห์และปีที่ผลิต เช่น ตัวเลขสี่หลักสามารถใช้ประกอบการตรวจอายุยางได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตัดสินสภาพยางจากรหัสปีผลิตเพียงข้อมูลเดียว เพราะความพร้อมใช้งานยังขึ้นอยู่กับวิธีจัดเก็บ การติดตั้ง สภาพแวดล้อม แรงดันลม และประวัติการใช้งานด้วย

ยางที่มีอายุเท่ากันอาจมีสภาพต่างกัน หากคันหนึ่งจอดในอาคารและได้รับการดูแลสม่ำเสมอ ขณะที่อีกคันจอดกลางแดดหรือปล่อยให้ลมอ่อนเป็นเวลานาน การประเมินจึงควรดูทั้งอายุและสภาพจริงร่วมกัน

หากไม่แน่ใจว่ายางยังเหมาะกับการใช้งานหรือไม่ ควรให้ช่างตรวจโครงสร้างภายนอก รูปแบบการสึก และความผิดปกติของแต่ละเส้น

 

ก่อนกลับมาใช้รถหลังจอดนาน ควรตรวจอะไรบ้าง

ก่อนเดินทาง โดยเฉพาะเมื่อต้องขึ้นทางด่วนหรือขับต่างจังหวัด ควรตรวจรถอย่างเป็นขั้นตอน ดังนี้

  1. เดินตรวจรอบรถและมองหาความผิดปกติของยางทุกเส้น

  2. ตรวจแรงดันลมขณะที่ยางยังเย็น

  3. ตรวจรอยรั่ว รอยบวม รอยแตก และสิ่งแปลกปลอม

  4. ตรวจดอกยางและเปรียบเทียบการสึกของแต่ละล้อ

  5. ตรวจสภาพยางอะไหล่และอุปกรณ์ฉุกเฉิน

  6. ทดลองขับด้วยความเร็วต่ำในพื้นที่ปลอดภัย

  7. สังเกตเสียง แรงสั่น พวงมาลัย และอาการรถดึง

  8. หากพบความผิดปกติ ให้นำรถเข้าตรวจก่อนเดินทางจริง

นอกจากยางแล้ว รถที่จอดนานอาจต้องตรวจแบตเตอรี่ ของเหลว ระบบเบรก และอุปกรณ์อื่นด้วย สามารถดูแนวทางเตรียมรายการบริการได้จาก เข้าศูนย์บริการครั้งเดียว ควรทำอะไรบ้าง?

 

สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อพบว่ายางลมอ่อนหลังจอดนาน

เมื่อพบว่ายางลมอ่อน หลายคนอาจเติมลมแล้วนำรถไปใช้ทันที แต่หากแรงดันลดลงมากหรือเกิดซ้ำกับยางเส้นเดิม ควรตรวจหาสาเหตุก่อน เพราะอาจมีตะปู รอยรั่วที่จุ๊บลม ความเสียหายบริเวณขอบล้อ หรือปัญหาอื่นที่มองเห็นได้ยาก

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่

  • ขับด้วยความเร็วสูงทันทีหลังเติมลม

  • ใช้งานต่อเมื่อพบแก้มยางบวม

  • พยายามซ่อมบริเวณแก้มยางด้วยตนเอง

  • เติมลมตามตัวเลขสูงสุดบนแก้มยาง

  • ประเมินว่ายางปลอดภัยเพราะดอกยังลึก

  • มองข้ามเสียงหรือแรงสั่นหลังเริ่มขับ

  • ใช้ยางอะไหล่โดยไม่ตรวจแรงดันและสภาพ

หากต้องเคลื่อนรถไปยังศูนย์บริการ ควรประเมินก่อนว่ายางยังสามารถรองรับการขับได้หรือไม่ ในกรณีที่ไม่มั่นใจ ควรเลือกวิธีนำรถเข้าตรวจที่ปลอดภัยกว่า

 

วางแผนดูแลรถที่ใช้น้อยให้ไม่ลืมตรวจยาง

ปัญหาของรถที่ขับน้อยคือเจ้าของอาจไม่มีจังหวะสังเกตอาการอย่างรถที่ใช้งานทุกวัน วิธีง่ายที่สุดคือกำหนดรอบตรวจตามเวลาแทนการรอให้ถึงระยะทาง

สามารถทำรายการเตือนไว้สำหรับ

  • ตรวจแรงดันลมยาง

  • ตรวจรอยบวมและรอยแตกร้าว

  • เคลื่อนรถหรือทดลองใช้งานอย่างเหมาะสม

  • ตรวจแบตเตอรี่และของเหลว

  • ตรวจสภาพยางอะไหล่

  • นำรถเข้าตรวจเมื่อพบอาการผิดปกติ

  • ตรวจรถก่อนการเดินทางไกลทุกครั้ง

ควรจดวันที่ เลขไมล์ และผลการตรวจไว้ เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของยางตามเวลา แม้ระยะทางจะเพิ่มขึ้นไม่มาก

 

สรุป: รถขับน้อยก็ต้องดูแลยางตามเวลาและสภาพจริง

รถจอดนานหรือขับน้อยไม่ได้หมายความว่ายางจะคงสภาพเดิมตลอดไป ยางยังได้รับผลจากอายุ ความร้อน แสงแดด แรงดันลม และน้ำหนักรถที่กดอยู่ในตำแหน่งเดิม

เจ้าของรถควรตรวจมากกว่าความลึกของดอกยาง โดยดูแก้มยาง รอยแตกร้าว รูปทรง แรงดันลม และอาการขณะขับร่วมกัน ก่อนนำรถกลับมาใช้ควรทดลองขับด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรมองข้ามอาการสั่น รถดึง หรือการรั่วซึมที่เกิดซ้ำ

หากต้องการให้ทีมงานช่วยประเมินสภาพยาง ตรวจสอบขนาด หรือแนะนำตัวเลือกให้เหมาะกับรถและลักษณะการใช้งาน สามารถค้นหาจุดบริการได้ที่ รายชื่อศูนย์บริการ GRIP

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการของ GRIP ได้ที่

🔎 ค้นหายางที่เหมาะกับรถคุณ: https://grip.co.th/products/tire/list
🏪 รายชื่อศูนย์บริการทั่วประเทศ: http://grip.co.th/branches/list
🎉 โปรโมชั่นล่าสุด: http://grip.co.th/promotions/list
🗞️ ข่าวสารและกิจกรรม: http://grip.co.th/news/list

สินค้าและบริการ
ยางรถยนต์
ยางรถ EV
บทความ
โปรโมชั่น
แกลเลอรี่
วิดีโอความรู้
ข่าวสาร
ค้นหาสาขา
เกี่ยวกับเรา
รู้จัก GRIP
สนใจเปิดสาขา
บริการหลังการขาย
ลงทะเบียนรับประกันยาง
ตรวจสอบการรับประกัน
GRIP Learning Center
นโยบายการรับประกัน
ติดต่อเรา
ลิงก์ไปยัง Toyo Website
ลิงก์ไปยัง Nitto Website
ลิงก์ไปยัง Nankang Website
ลิงก์ไปยัง Advance Website

Copyright © 2024 GRIP TIRES สงวนสิทธิ์ทุกประการ

|

ข้อกำหนดและเงื่อนไข

|

นโยบายความเป็นส่วนตัว

|

นโยบายการใช้คุกกี้

สินค้าและบริการ
ยางรถยนต์
ยางรถ EV
บทความ
โปรโมชั่น
แกลเลอรี่
วิดีโอความรู้
ข่าวสาร
ค้นหาสาขา
เกี่ยวกับเรา
รู้จัก GRIP
สนใจเปิดสาขา
บริการหลังการขาย
ลงทะเบียนรับประกันยาง
ตรวจสอบการรับประกัน
GRIP Learning Center
นโยบายการรับประกัน
ติดต่อเรา
ลิงก์ไปยัง Toyo Website
ลิงก์ไปยัง Nitto Website
ลิงก์ไปยัง Nankang Website
ลิงก์ไปยัง Advance Website

Copyright © 2024 GRIP TIRES สงวนสิทธิ์ทุกประการ

|

ข้อกำหนดและเงื่อนไข

|

นโยบายความเป็นส่วนตัว

|

นโยบายการใช้คุกกี้